COM’ON! CUMIN CHICKEN!!!!!

16188_10152325777485655_1777371186_n_cuminchicken

This is another ‘I want to get rid of what’s left in the fridge’ dish and surprisingly it turned out to be beyond I first imagine it would be. It is best served with hot jasmine rice or with sticky rice and with ‘Nam Jim Jaew’, one of our common Thai condiments. I’ll write more about Nam Jim Jaew later since I haven’t tried made it yet!

Ingredients for cumin chicken!

  • 4  chicken – I’m using 2 thighs, 2 drumsticks

  • 3  musketeers – 5 cloves of garlic + 4 coriander roots + a pinch of black peppers

  • 2  little finger-sized cumins

  • 2 – 3 stalks of lemongrass, thinly sliced  – use the white bit (4 – 5 inches up from the root part)

  • 2  inches of thumb-sized galangal, cut into small bits

  • 1  cup of soy sauce

  • Half cup of mirin

  • 2 teaspoon sugar

  • 2 teaspoon flour

  • A pinch of salt

  • Thinly sliced shallot

32298_10152325463665655_1361781335_n_sig

Method

  • Mix the 3 musketeers using mortar to blend well together, after that add sliced lemongrass, galangal and cumin and mix well together into a paste. Use this to marinade chicken. Add soy sauce, mirin, sugar, flour and salt it. Rub the marinade with the chicken well. Marinade for 1 hour.

  • Preheat the oven at 200 c for 30 mins

  • Place marinade chicken, skin side up, on a baking tray (using foil to cover the tray for easier cleaning) Rub olive oil on the skin, put a foil to cover the chicken, and put the tray in the oven. Pour marinade juice in the tray, save 2 tbs marinade juice for later use

  • Reduce the heat to 190 c and roast for 45 minutes.

  • After 30 minutes, open the oven to check the chicken then scoop juice from the chicken over the skin. Continue baking until done at 45 minutes.

  • Mix thinly sliced shallot into the rest of marinade juice and garnish over the chicken, scoop the juice from roasting and scatter over chicken skin and continue baking for 20 more minutes or until shallot starts to get crispy.

  • Serve immediately with jasmine rice or sticky rice.

Ps. the juice from grilling chicken could be used to fry rice later or you can just use it to mix with hot rice and eat along with the chicken – I did it and I’m in love!!

…………………………………………………………………………….

ไก่อบขมิ้น

556309_10152325792420655_695411319_n_sig

เป็นอีกครั้งแล้วนะคะที่เราจะขอนำเสนอเมนูที่มาจากการขุดของที่อยู่ในตู้เย็น มาทำให้เกิดประโยชน์ค่ะ ขมิ้นคือนางเอกของเราในงานนี้ค่ะ

ขอออกตัวว่าสูตรที่เราโพสในนี้เรางมเอาเองค่ะ มั่วเอาทั้งหมดเลย ๕๕๕๕๕๕๕๕ อาศัยเจออะไรค้างอยู่ในตู้เย็นแล้วเห็นว่ามันน่าจะเข้ากันได้ก็จับใส่หมด ๕๕๕

มาดูเครื่องปรุงกันดีกว่า

ไก่ ๔ ชิ้น (เราใช้ชิ้นสะโพก ๒ น่อง ๒ ค่ะ)

สามทหารเสือ (กระเทียม ๕ กลีบ.. รากผักชี ๕ ราก.. แล้วก็พริกไทยดำ หยิบมือนึง)

ขมิ้น ขนาดนิ้วก้อยมือน้อยๆ เราใช้ ๒ อัน

ตะไคร้ ใช้ ๒ ถึง ๓ อัน หรือจะมากกว่านั้นก็ได้ค่ะ หั่นซอย

ข่า ขนาดนิ้วแม่โป้งเรา หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ (เมื่อหั่นแล้ว)

ซีอิ๊วขาว

มิริน

น้ำตาล

แป้ง

เกลือ ประมาณ หยิบมือนึง

หอมแดง ๔ หัว ซอยละเอียด

วิธีการทำ

โขลกสามทหารเสือจนเข้ากันดี แล้วจึงใส่ตะไคร้ซอย ข่าซอย และขมิ้นลงไป ตำจนละเอียด ใช้อันนี้เป็นตัวหมักไก่ค่ะ ใส่ซีอิ๊วมิริน น้ำตาล แป้ง และเกลือลงไป แล้วคลุกให้เข้ากันดี หมักทิ้งไว้ประมาณ ๑ ชั่วโมง (ถ้าจะหมักนานกว่า ๑ ชั่วโมง ปรับลดปริมาณเครื่องหมักลงนะคะ)

๓๐ นาทีก่อนจะเริ่มอบไก่ ก็อุ่นเตาไว้ก่อนที่อุณหภูมิ ๒๐๐ องศาเซลเซียส

นำไก่ที่เราหมักไว้ วางไว้บนฟอยด์บนถาดที่เราเตรียมไว้ เอาด้านหนังขึ้นนะคะ น้ำที่เราใช้หมักไก่ เราจะทำมาราดที่หนังไก่ให้ทั่ว เก็บไว้ส่วนนึง (ประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ) ตบด้วยการใช้น้ำมันมะกอกทาหนังไก่ให้ทั่ว แล้วเอาถาดเข้าไปอบในเตา ปรับความร้อนลงมาที่ ๑๙๐ องศาเซลเซียส แล้วอบไปประมาณ ๔๕ นาที

ผ่านไป ๓๐ นาที เราไปเปิดเตาแอบดูไก่ แล้วเอาช้อนตักน้ำๆ ที่อยู่ในถาดมาราดที่หนังไก่ค่ะ เพื่อไม่ให้หนังมันแห้งจนเกินไป แล้วพอทำเสร็จ ก็ปิดเตา รอจนครบ ๔๕ นาที

พอครบ ๔๕ นาที เราก็นำเอาหอมแดงซอยที่เตรียมไว้ ไปคลุกรวมกับน้ำหมักไก่ที่เก็บไว้ตอนแรกแล้วไปทาๆ วางๆ ไว้บนไก่ แล้วอบต่อไปอีกประมาณ ๒๐ นาที หรือจนกระทั่งหอมแดงเริ่มกรุบกรอบ

เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมกับข้าวสวย หรือว่าจะเป็นข้าวเหนียวร้อนๆ ก็เข้าทีค่ะ!

ปล. น้ำขมิ้นที่ออกมาตอนเราอบไก่ เราจะเก็บไว้คลุกข้าว หรือเอาไปทำข้าวผัดก็ได้ค่ะ วันนี้เราเอามาคลุกข้าว อร่อยทานเพลินเลยค่ะ ๕๕๕๕๕

CURED HAM BRUSCHETTA ANYONE?

I’ve got some stuff that I want to get rid of in my fridge but I wasn’t sure what I’m going to do with them.. so I came up with a quick snack idea! And this one is really easy to make, too. Perfect for breakfast or even an afternoon snack.

bruschetta_sig

All you need are

1. a slice of bread

2. cheddar cheese

3. a slice of tomato

4. cured ham (I’m using cured ham because I have them in my fridge – but you can also use bacon too if you like)

5. basil leaves

First you toast your bread with cheese on top until cheese starts to melt or bubble, then you put a slice of tomato on top of it, toast for a little bit, roll cured ham (or bacon) and put it on top of tomato, let it toast for a few minutes. Just keep an eye on it not to let your bread burn! Garnish with basil leaves. Add Worcester sauce to taste.

………………………………………………………………………………..

Bruschetta

เมนูนี้เกิดจากความต้องการกำจัดของที่เก็บอยู่ในตู้เย็นก่อนที่แต่ละอย่างมันจะเสีย ๕๕๕ เราเลยลองทำ Bruschetta ดู Bruschetta เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยของชาวอิตาลี โดยจะมีขนมปังปิ้งกับน้ำมันมะกอกและกระเทียม แล้วมีท้อปปิ้งเป็นหน้าต่างๆ กันไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นมะเขือเทศ ชีส แล้วก็จะมีใบสมุนไพร เช่นใบโหระพา เป็นต้น แต่ในที่เราทำอันนี้ อยากให้เป็นเพื่อสุขภาพ เราเลยไม่ได้ใช้น้ำมันมะกอกค่ะ

เครื่องปรุง

ขนมปัง ๑ แผ่น (เราใช้ขนมปังโฮลวีทค่ะ)

Cheddar cheese

มะเขือเทศฝานบาง ๑ ชิ้น

Cured Ham (เป็นแฮมที่มาจากอิตาลี ใช้ขาหมูทำ โดยหมักในน้ำเกลือ ตอนลองกินสดๆ รสชาติ..บรรยายไม่ถูกเลยค่ะ แถมกลิ่นก็แอบตุๆ ด้วย ๕๕๕) หรือว่าจะใช้เบค่อนก็ได้ค่ะ

ใบโหระพา

ส่วนวิธีการทำ ก็ง่ายมากค่ะ เราเอาชีสโปะหน้าขนมปัง แล้วเอาเข้าเต้าปิ๊ง ปิ้งไปจนชีสเริ่มละลาย ก็เอามะเขือเทศวางบนหน้า พอเห็นมะเขือเทศเริ่มอ่อนแอลงไปรวมกับชีส ก็เอา cured ham ที่พันๆ ม้วนๆ เตรียมไว้แล้ว วางบนหน้าอีกที ปิ้งต่อไปอีกประมาณ ๑ – ๒ นาที คอยจับตาดูขนมปังให้ดีๆ นะคะ อย่าให้ไหม้เยอะ ๕๕๕ พอเสร็จแล้วเราก็เอาออกมาจากเตา แล้วประดับด้วยใบโหระพา เหยาะซอสไก่งวง (Worchester sauce) หรือจะเป็นแมกกี้ก็ได้ค่ะ

Slow Cook Garlic Black Pepper Pork Ribs

IMG_20121130_131442_sig

This dish is very much alike to steamed pork ribs in soy bean sauce, Cantonese style. I’m not sure if this dish is a Chinese food or Thai, I guess it’s a little bit of both Thai and Chinese. Oh well, I don’t care much as long as it taste good, right?

Ingredients

I marinate pork ribs for 2 days but that’s because I bought them two days ago and afraid it would go bad if I don’t use it in a few days.. marinate doesn’t only prevent pork ribs from going bad,  but the more days you marinate them, the merrier of the ribs!

–        Pork ribs (400 – 500 grams) oh dear.. often time I didn’t really look at the quantity hahaha!! Let just say that I’m using about 10ish pieces of pork ribs (1.5 inch – 2 inch long)

–        The three musketeers – using mortar and pestle to mix 6 garlic + 3 coriander roots (if you can’t find it, buy the fresh one and use the piece that’s closest to the root part) + freshly ground black peppers. Or you can just put them in the food processor

–        Salt – Just a hand pinch or two

–        Mirin – about a cup

–        Soy sauce – about a cup and a half

Process

–        Marinate pork ribs with three musketeers, salt, mirin and soy sauce, leave them in the fridge for a few hours or days if you have the patient. Get them out of the fridge an hour prior to the cooking time

–        Boil water, sprinkle a little bit of salt into the pot (or a slow cooker, if you’re using one), put coriander root in the water (if you don’t have it, it’s fine though, don’t worry – coriander root adds earthly flavor into this dish)

–        Whist waiting for the water to boil, first of pan sear pork ribs until they’re brown. Don’t worry if they burnt just a little, it adds the grill scent. After the ribs are nicely brown, add some hot water – til it cover ribs, and don’t waste the marinate juice, if there’s some left, scoop all into the pan. Let it simmer for 20 mins

–        Take the rips into prepared boil water pot, and follow with the juice from simmering pan. Slow cook it, using low heat, add more soy sauce and a little bit of sugar to taste.

–        Cook for an hour or longer for softer and more tender meat

This pork rib dish is majorly soy sauce salty, with a little tiny tiny bit of sweetness from sugar (of if you have palm sugar – use it instead of plain sugar – but don’t put too much in it, just 1 tablespoon or so)

It is best served with hot rice or egg noodle with young Chinese kale on the side

………………………………………………………………………………………………………

ซี่โครงหมูตุ๋นกระเทียมพริกไทยดำ

วิธีทำของจานนี้มันจะออกคล้ายๆ จีกุ๊ดเจ็งหมิดสี (ซี่โครงหมูอบเต้าเจี้ยว) ที่เราเคยเขียนถึงไว้ค่ะ รสชาติของซี่โครงหมูตุ๋นอันนี้ จะออกไปทางเค็มนำ แล้วจะมีหวานปะแล่มนิดๆ ค่ะ ว่าแล้วก็ เรามาดูเครื่องปรุง และวิธีการทำกันเลยดีกว่า

เครื่องปรุง

ซี่โครงหมู ประมาณ ๔๐๐ – ๕๐๐ กรัม หรือจะเป็นกระดูกหมูก็ได้ค่ะ เพราะเราใช้วิธีตุ๋น สุดท้ายแล้วกระดูกหมูจะนุ่มขึ้นเอง

สามทหารเสือ อันนี้เราเอาไว้หมักซี่โครงหมูค่ะ

เกลือ แค่สองหยิบมือ

มิริน ประมาณถ้วยนึง

ซีอิ๊วขาว ประมาณหนึ่งถ้วยครึ่ง

วิธีการทำ

หมักซี่โครงหมูด้วยสามทหารเสือ เราหมักไว้ ๒ วันค่ะ ยิ่งหมักนาน กลิ่นเครื่องหมักจะยิ่งแทรกซึมเข้าไปในเนื้อหมูมากเท่านั้น อีกอย่างหมูก็นุ่มมากขึ้นด้วยค่ะ

เราแยกอุปกรณ์ในการทำอาหารออกเป็น ๒ ส่วนค่ะ สำหรับเมนูนี้ เป็นกระทะกับหม้อตุ๋น

กระทะ เราจะเอาไว้สำหรับเอาซี่โครงหมูไปจี่ให้เป็นสีน้ำตาล ส่วนหม้อตุ๋นเราจะใช้ตอนจบค่ะ

หลังจากเอาหมูที่หมักไว้ออกจากตู้เย็น ทิ้งไว้จนหายเย็น เริ่มตั้งหม้อตุ๋น โดยใส่น้ำลงไปครึ่งหม้อ แล้วเปิดหม้อตุ๋นทิ้งไว้เลยค่ะ เพื่อที่น้ำจะร้อนพร้อมตอนเราจี่ซี่โครงเสร็จพอดี

ในขณะเดียวกันเราก็ตั้งกระทะ ไม่ต้องเติมน้ำมันนะคะ รอจนกระทะร้อน แล้วค่อยๆ วางซี่โครงลงกระทะ จี่จนกระทั่งหอมและสีของเนื้อเริ่มเข้มขึ้น พลิกอีกด้าน หลังจากนั้นเติมน้ำลงไปพอท่วมซี่โครงหมู ตั้งไฟเคี่ยวไปจนน้ำงวดลง

ตักเอาซี่โครงย้ายจากในกระทะมาลงหม้อตุ๋น แล้วเทน้ำจากในกระทะตามลงไป

ตุ๋นทิ้งไว้ด้วยไฟอ่อนประมาณ ๑ ชั่วโมงขึ้นไป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลปี๊บ(ครึ่งช้อนชา) และถ้าอยากให้หอมๆ ก็ใส่รากผักชีเข้าไปด้วยตอนตุ๋น

พอผ่านไปประมาณ ๑.๓๐ ชั่วโมง หมูก็จะเริ่มนุ่มย์ ส่วนกระดูกก็จะไม่แข็งจนเคี้ยวไม่เข้าอีกต่อไป เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ บะหมี่ โดยมีคะน้าลวก หรือบ่อกชอยลวกอยู่ข้างๆ ก็ได้ค่ะ เข้ากันได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

Pineapple vs Pork ribs, seriously?

There are many dishes that combine fruits and meaty meat together and still taste wonderful. This pineapple vs pork ribs is one of them!

Sweetly Pineapple Soup, traditional Thai dish

‘OMG, it’s gonna be a really complicated recipe! I bet it’s gonna take forever to cook!’ These thoughts might pop up to your mind when you first read the word ‘traditional’ But no, don’t say no just yet! Traditional doesn’t always mean that it is hard to do (or in this case, to cook) On the contrary, this dish is one simple dish to cook, and is not complicated at all!

 What I like about this dish is that it helps you digest, so you don’t have to worry about indigestion when having this dish. And also pineapple helps making meat tenderer.

I won’t be babbling more now and will cut to the chest of how to cook it then!

Ingredients

2 small ripe pineapples

400 grams pork ribs

1 tablespoon of palm sugar or coconut sugar to taste – add more or less depending on the ripeness of the pineapples

Fish sauce to taste (approximately ¾ cup)

750 ml. of water

For marinate pork: using “Three musketeers” (as I have blog about it before) then add soy sauce (half cup) 1 teaspoon of sugar and mix well together

How to cook

Marinate the pork, by the description mentioned above, let it sit for 30 – 1 hour. Or more if you really want the flavor to mingle into the pork

Boil water and whist waiting for the water to boil, cut pineapple into small pieces (1”x1.5”  approximately) sprinkle salt over pineapples, wait til water boil then carefully place pork ribs into the pot, do not stir. Discard some bubbles that float onto the surface. Then put pineapples into the pot, and follow with palm sugar and fish sauce to taste

Put the cover on and let it cooks for an hour and voila! it’s all ready to serve 🙂 best serve with rice. And if you fancy to make it a little like congee, you can simply serve it in a small bowl with some rice it the soup 🙂

…………………………………………………………………………………………………………………………………………….

แกงจืดสับปะรด

แกงจืดสับปะรด เป็นอาหารไทยโบราณ ที่น้อยคนนักจะรู้จักค่ะ เรารู้จักจานนี้ได้ ก็เพราะยายกับแม่เราทำให้ทานตั้งแต่เรายังเด็กๆ

บางคนได้ยินคำว่า “ไทยโบราณ” อาจจะคิดไปแล้วว่ามันต้องยุ่งยากแน่ๆ เลย แต่ความจริงแล้วมันทำง่ายมาก! ไม่พูดจาเยิ่นเย้ออแล้ว เรามาเข้าสู่กระบวนการทำเลยดีกว่า!!

เครื่องปรุง

สับปะรด ๒ ลูก – ที่เราใช้ในครั้งนี้ เราใช้สับปะรดภูแลค่ะ เลือกลูกที่งอมกำลังได้ที่นะคะ โรยเกลือแล้วคลุกทิ้งเอาไว้ระหว่างรอน้ำเดือดค่ะ เกลือจะดึงความหวานกลมกล่อมของสับปะรดออกมาค่ะ

ซี่โครงหมู หรือกระดูกหมูอ่อน ประมาณ ๔๐๐ กรัม

น้ำเปล่า

น้ำตาลปี๊บ

น้ำปลา

เครื่องหมักหมู

สามทหารเสือ (รากผักชี + กระเทียม + พริกไทย..จะดำหรือไม่ดำแล้วแต่ชอบเลยค่ะ แต่ส่วนตัวเราชอบพริกไทยดำมากกว่า)

ซีอิ๊วขาว + น้ำตาลนิดหน่อย

วิธีทำ

เริ่มแรกเลย เราจัดการเอาหมู(จะซี่โครง รึจะกระดูกอ่อนก็ตาม) มาหมักไว้ด้วยพระเอกของเรา คือ สามทหารเสือ ก่อนค่ะ หมักทิ้งไว้ประมาณครึ่งชม. จนถึง ชม.นึงค่ะ แต่ถ้าใครอยากหมักไว้นานกว่านี้ก็ได้ ไม่ผิดกติกาค่ะ ยิ่งหมักนาน รสชาติ+กลิ่นของเครื่องหมักก็จะยิ่งเข้าไปสิงสถิตอยู่ในตัวหมูมากเท่านั้น

จัดการตั้งเตา ต้มน้ำ ระหว่างรอน้ำเดือน เราก็จะมาหั่นสับปะรดค่ะ

สับปะรด หั่นเป็นชิ้นพอคำ อย่าให้เล็กไปนะคะ ไม่งั้นพอต้มเคี่ยวไปนานๆ มันจะยุ่ยละลายไปหมด หั่นเสร็จ ก็เอาเกลือโรยไว้ค่ะ

พอน้ำเดือด เราก็จัดการนำแกนสับปะรด ลงไปต้มในน้ำ แล้วก็ตามด้วยหมู ส่วนน้ำที่หมักหมู อย่าทิ้งนะคะ ใช้ให้หมดค่ะ ความอร่อยอยู่ตรงนี้ ตักน้ำซุปในหม้อมาล้างๆ เอาเครื่องหมักลงให้หมดค่ะ เติมน้ำปลาลงไปปรุงรส

ต้มไปสักประมาณ ๒๐ นาที ก็ใส่สับปะรดที่เหลือลงไป ลดไฟลงมา เติมน้ำตาลปี๊บ (ประมาณ ครึ่ง ช้อนโต๊ะ) ตามลงไป ปิดฝาหม้อ เคี่ยวต่อไปประมาณ ชม. นึงค่ะ

หมูจะนุ่มย์เองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งก็เป็นเพราะคุณสมบัติของสับปะรดค่ะ นอกจากสับปะรดจะทำให้หมูนุ่มแล้ว สับปะรดยังมีคุณสมบัติช่วยย่อยอีกด้วย ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะท้องอืดเฟ้อนะคะ ได้แกงจืดสับปะรดไป รับรองว่าช่วยได้ร้อยเปอเซนต์เลยค่ะ

ส่วนถ้าใครไม่เคยลองลิ้มชิมรสแกงนี้ ทิศทางรสชาติของมัน จะออกไปทาง หวานๆ เค็มนิดๆ มีเปรี้ยวปะแล่มๆ ค่ะ

เป็นไงคะ วิธีทำดูไม่ยุ่งยากเลยเนอะ ใช่ว่าอาหารโบราณจะทำยาก มีกระบวนการวุ่นวาย ยุ่งยากไปเสียหมด มีบางจานที่มีวิธีทำที่ไม่ยุ่งยากเลย ซึ่งแกงจืดสับปะรดก็ติดอยู่หนึ่งในบรรดาอาหารโบราณที่ทำได้ง่ายด้วยเหมือนกันค่ะ

Stir Fried Veg with Soya-fied Rolled Tofu Sheet (vegetarian dish)

So sorry for no updating my blog for a month or so. My nails got crashed or stamped on .. or something, and my nails were off and left with just newly soft nails. And my mom banned me from cooking cause she’s afraid I might got infections. hah!

But yesterday I sneaked into the kitchen and cooked a really quick dish.

A Quick Stir Fried Veg with Soya-fied Rolled Tofu Sheet!!

It’s really easy and quick dish to do though, all you need is fresh vegetable

Here I used bush beans that I found sinking at the bottom of the fridge since last week.. and another week-ish rolled tofu sheet.

Quick marinate the tofu with some light soy sauce whist I ‘pick and pluck’ bush beans.

Pre-heat the oil in the pan (I use olive oil) and when it’s hot and ready just throw the beans in there, add a pinch full of salt and toss it.

Then throw in the marinated tofu and stir fried them, toss, until they all mix well together. Add more soy sauce to season (or salt if you don’t have soy sauce)

And voila! There you have it, very easy, ain’t it!?

ผัดถั่วแขกกับฟองเต้าหู้วม้วนนน!!

แม้หน้าเจจะหมดไปแล้ว แต่เนื่องด้วยเล็บข้าพเจ้า งอกกลับมาครึ่งนึง เข้าขั้นปกติที่จะทำอาหารได้แล้ว จึงได้ไปรื้อๆ ค้นๆ ในครัว เจอกับฟองเต้าหู้ม้วนที่ค้างอยู่เส้นนึงตั้งแต่กินเจ และถั่วแขกก้นตู้เย็น.. เมนูนี้จึงเกิดขึ้น!!

วิธีทำก็ง่ายแสนจะง่าย… เพียงแค่มีผักที่ต้องการ (ในกรณีนี้ เราใช้ถั่วแขก) .. ฟองเต้าหู้ม้วนหมักซีอิ๊วขาว .. เกลือนิดๆ ซีอิ๊วหน่อยๆ ก็ทำได้แล้ว

แรกเลย นำฟองเต้าหู้ดิบที่มี เอามาหมักกับซีอิ๊วขาวไว้ก่อน แล้วพักไว้

กล้างทำความสะอาดถั่วแขกเสร็จ ก็ให้หัก(ถั่วแขก)ดิบด้วยมือ หักไปได้ครึ่งทาง ก็หันไปเตรียมกระทะน้ำมัน มันจะได้ร้อนพร้อมผัดตอนเราหักดิบถั่วแขกเสร็จพอดี

พอกระทะร้อน ไฟได้ที่ เราก็โยนถั่วแขกลงไปเลย แล้วโปรยด้วยเกลือนิดๆ พอเป็นพิธี ให้สีผักยังคงความเขียวไว้อยู่ ผัดให้เข้ากัน แล้วก็ตามด้วยฟองเต้าหู้เข้าไปผัด เติมซีอิ๊วเข้าไป เพื่อปรุงรสชาติให้เค็มนิดๆ

ผัดเร็วๆ ไฟแรงๆ เพื่อที่ผักจะสุกและยังคงเขียวอยู่

กะพอว่าผักสุก ก็เอาขึ้นได้เลย

เสร็จแล่ว… กินกับข้าวสวยร้อนๆ มันใช่เลย!!

Yum Shockin’ Pink Spicy Thai Salad aka Yum Malay Apple spicy salad, Thai style

I know many of you might wonder what the hell is that pink-ish thingy in this dish, is it even eatable?

This is pollen from a fruit tree in Thailand. And yes it is eatable!

We call this fruit tree “Chompu MaMaew” or Malay Apple tree in English. The fruit is deep red on the outside and pure white on the inside and the taste is sour and sweet, and also rich in vitamin A and C, and high in calcium and phosphorus.

Not just the fruit of this tree is eatable; we also eat the pollen of it too.

I’ve never known that the pollen is eatable until the day my grandmother called me out to help her collecting pollen and then she just shove it into my mouth and that’s when I realize its yummy taste of the pollen

The taste of its pollen is alike the fruit; sour, which is very suitable when cooking it with spicy salad, Thai style

Ok, move on to the cooking part! This recipe is one of a Royal Thai ‘Yum’ recipe from the ancient time, but I have adapted something to make it easier, but the taste is still great though! And if you don’t know what ‘Yum’ is? Click here to find out!

Ingredients

1 cup of Chompu MaMaew pollen (don’t pick them right off the tree but rather shake the tree and let them fall off by themselves-if you force it off the tree, the taste will be bitterly sour, which is not good and doesn’t go well with the salad dressing)

1 pork tenderloin – bring it to boil until through roughly cooked

1 – 3 strips of pomelo – hand peel them into small bits

Half cup of parsley – chopped roughly

And for the spicy salad dressing, in Thai Style, if you click the ‘Yum’ link above then you’ll know 🙂

How to make it… well, this one could be the most quickest dish I ever made.. so here goes!

Thinly slice pork loin into pieces and put aside in the dish, put pomelo pieces into the dish then follow with chopped parsley and Malay apple pollen then pour the yum (spicy salad dressing) on top and just simply mix them all together.

If you want to garnish, just put some chopped parsley and then using red chilies, cut diagonally and put on top of parsley, and voila! There you go! The yummy yum Chompu MaMaew 🙂

……………………………………………………………………………………………………….

ยำเกสรชมพู่ (ม่าเหมี่ยว)

หลายๆ คนคงจะสงสัยกันว่าก้อนฝอยสีชมพูๆ นี้มันคืออะไรใช่ไหมคะ แล้วที่สำคัญ… มันกินได้ด้วยหรอออออออ???
ก้อนฝอยชมพูนี้ คือเกสรของต้นชมพู่ม่าเหมี่ยวค่ะ เมื่อก่อนเรานึกว่าจะกินได้แต่ผลของมัน แต่มีวันนึง เราออกไปเล่นในสวน ช่วยยายทำสวนที่บ้าน แล้วเผอิญต้นนี้ก็ออกดอกบานสะพรั่งทั้งต้น ยายก็เรียกเราไปช่วยเก็บเกสร แล้วก็หยิบเอามายัดใส่ปากให้เรากิน และมันอร่อยมาก! รสชาติเปรี้ยวๆ เหมาะกับการทำกับยำที่สุดเลยล่ะ
จานนี้ เป็นอาหารชาววังค่ะ แต่เราเอามาปรับนิดหน่อยให้ทำได้ง่ายขึ้น แต่รสชาติยังอร่อยอยู่เหมือนเดิมนะคะ
มาพูดถึงวิธีทำกันดีกว่า
เครื่องปรุง
เกสรชมพู่ม่าเหมี่ยว – สำคัญที่สุดคืออย่าไปบังคับฝืนเด็ดออกจากต้นนะ เพราะไม่อย่างนั้นเกสรมันจะขมขื่น เหมือนโดนฝืนใจ ๕๕๕ ต้องเอาไม้ตีๆ ให้เกสรเต็มใจหล่นลงมาเองค่ะ
สันในหมู เราใช้ ๑ เส้นค่ะ เอาไปต้ม จนสุกทั่วถึงค่ะ แล้วเอามาหั่นบางๆ
ส้มโอ สักประมาณ ๒ – ๓ กลีบค่ะ ฉีกๆ ให้มันออกมาเป็นเส้นๆ ค่ะ
ผักชีหั่นซอย ประมาณ ๑ ถ้วย หรือ ๑ กำมือ
ส่วนผสมของน้ำยำ เราเคยเขียนไว้แล้ว คลิ๊กอ่านตรงนี้ได้ค่ะ
ส่วนวิธีทำก็ง่ายแสนง่ายค่ะ
เพียงแค่เตรียมเครื่องพร้อม น้ำยำพร้อม ก็นำทุกอย่างมาจัดใส่จาน แล้วนำน้ำยำราดแล้วคลุกให้เข้ากันได้เลยค่ะ ถ้าอยากแต่งให้สวยหน่อย ก็เอาผักชีซอยๆ โปรยไว้นิดๆ พอให้สวย แล้วเอาพริกหั่นตามยาววางข้างบนให้ดูมีสีสัน ก็เสร็จแล้วค่ะ

Hmmm… ‘Yummm’! Spicy salad dressing, Thai style

If you’re on your diet and looking for an alternative healthy salad dressing, I have this one that would be just perfect for you!

It’s a spicy salad dressing, Thai style or as we call in Thai ‘Yum’. If you don’t know what it tastes like.. well, it’s sour, salty but a little bit sweet and yet it’s also spicy.

The essential ingredients for this are

  • Coconut or palm sugar – if you can’t find it anywhere near you, you can just use sugar or brown sugar, but the scent and its sweetness from sugar and coconut/palm sugar is different. Coconut/palm sugar has a smooth sweetness whist plain sugar has sharp sweetness. You gotta try it for yourself to know, but as for me, I always use coconut/palm sugar

  • Fish sauce – fish sauce is an essential ingredient in Thai kitchen because we use fish sauce a lot when cooking Thai dish. Unlike Chinese kitchen that uses soy sauce to season when cooking

  • Lime – deseeded and juiced

  • Garlic – peeled and crushed

  • Red chilies

     

How to make it

I don’t have the exact measurement for the palm sugar + fish sauce + lime juice. The approximate ratio of palm sugar : fish sauce : lime juice is 1 : 1 : 2, but you can just make it to how you like, nothing is really set in stone

  • Mixed coconut/palm sugar + fish sauce + lime juice in a small bowl, mix until the palm/coconut sugar all melt smoothly with fish sauce and lime juice.

  • Add crushed garlics (4 – 5 cloves – depends on how strong of the garlic scent you like, you can add more if you feel like it)

  • Then add red chilies into it – Cut diagonally it really is up to how you can endurance chilies’ hotness. Deseeded and adding 1 or 2 would help with the aromatic scent. Caution : don’t let your skin touches the seed, or your hands will be on fire!!! Try avoiding touching seeds as much as you can

Mix everything together and there you have ‘yum’ Thai spicy salad dressing

You can use this yum to eat with vegetables or with scald shrimps or boiled meat, or even with pan seared scallops! you can try it out and see what you like best to go with it.

for example, above is a deep fried fillet sea bass in spicy salad, Thai style

ps. I’ll write about ‘yum’ dishes that I have cooked later 🙂

……………………………………………………………………………………………………………..

น้ำยำไทยๆ

น้ำยำแบบไทยๆ เรานี้ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงไดเอท คนไทยเราก็คุ้นเคยกับยำต่างๆ เป็นอย่างดีอยู่แล้วเนอะ งั้นเราจะข้ามทุกสิ่งอย่างมาที่ส่วนผสม และวิธีทำกันเลยดีกว่า ๕๕๕๕
เครื่องปรุง
น้ำตาลปี๊บ (หรือใครจะใช้น้ำตาลขาวก็ได้ค่ะ แต่รสชาติที่ได้ มันจะไม่เหมือนน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลปี๊บจะให้ความหวานที่นวลเนียนค่ะ แต่ถ้าน้ำตาลขาว มันจะหวานแหลมๆ หน่อย แต่ก็แล้วแต่เราจะเลือกเนอะ ไม่มีข้อห้ามอยู่แล้วค่ะ แต่สำหรับเรา เราชอบอะไรโบราณๆ ก็เลยใช้น้ำตาลปี๊บตลอด)
น้ำปลา
มะนาว
กระเทียม ปอกเปลือก แล้วบี้ๆ หน่อย พอให้กลิ่นกระเทียมออกมา
พริก จะใช้มากน้อย แล้วแต่ความสามารถในการทนความเผ็ดของพริกค่ะ
ปล. จริงๆ เราจะใส่พวกหอมแดงซอย หรือใบผักชี ใบสะระแหน่ หรืออะไรๆ เพิ่มก็ได้นะคะ ที่เราพิมพ์ในนี้ คือส่วนผสมตั้งต้นของน้ำยำที่เราทำบ่อยๆ ค่ะ การจะใส่พวกหอม หอมแดง หรืออื่นๆ ต้องดูด้วยว่ามันเข้ากับยำที่เราจะทำแค่ไหน เพราะบางทีกลิ่นของพวกหอม หรือหอมแดง มันจะไปกลบกลิ่นบางอย่างที่เราต้องการจะดึงให้มันเด่นค่ะ ยังไงเราจะเขียนบอกทีหลังในแต่ละเมนูไปนะคะ
วิธีทำ
นำน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะนาว มาผสมกัน โดยอัตราส่วนที่เราใช้คือ น้ำตาลปี๊บ : น้ำปลา : น้ำมะนาว คือ 1 : 1 : 2 แต่แล้วแต่คนชอบค่ะ ปรับอัตราส่วนได้เอง ทำไป ชิมไป เอาที่ถูกลิ้นเรา
บี้ให้น้ำตาลปี๊บละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำมะนาวและน้ำปลา แล้วก็ใส่กระเทียมลงไป ตามด้วยพริก
ถ้าไม่ชอบเผ็ด ก็ให้เอาเม็ดพริกออก และใส่พริกแต่เพียงน้อยๆ อ่อ ระวังนิดนึงนะคะ ตอนเอาเม็ดพริกออก พยายามให้ผิวเราสัมผัสเม็ดให้น้อยที่สุด เพราะไม่งั้นเราจะประสบกับอาการมือพองไฟค่ะ มันจะรู้สึกเหมือนผิวหนังไหม้ พอง แดง ความเผ็ดจริงๆ แล้ว มันมาจากเม็ดพริกนี่แหล่ะค่ะ ไม่ใช่ผิวพริก เราเจอมาแล้ว พองแดง เป่งแทบระเบิดเลยค่ะ วิธีแก้ไขนะคะ คือให้เอามือไปถูกับเกลือเม็ดค่ะ หรือแช่กับน้ำเกลือ ถู หรือแช่ จนกว่าเราจะหายแสบนะคะ อาการมันจะทุเลาลง
อย่างตัวอย่างที่เราเคยทำยำไป ก็จะเป็น ยำเห็ดออรินจิ ค่ะ คลิ๊กที่ลิ้งค์อ่านได้เลยค่ะ

แล้วเราจะคอยมาอัพเดทเรื่อยๆ เกี่ยวกับยำที่เราทำค่ะ แต่ละชนิด จะมีเครื่องปรุงเพิ่มมาอย่างละนิด อย่างละหน่อย ทั้งนี้ ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่เรานำมายำค่ะ

My Signature Dish : Grilled Lemongrass Chicken!

My family loves chicken, oh well, who else doesn’t?! We are all familiar with grilled turmeric chicken, but then I want to try something different.

This recipe first came accidentally. This idea happened when I found some left over lemongrass and chicken in the fridge, gave it an over-night of thinking, and voila! Grilled Lemongrass Chicken!

Grilled Lemongrass Chicken

Ingredients

  • I often use more than 5 thighs and 5 drumsticks cause it is so good that one piece per person isn’t enough!

  • Soy sauce, Maggie sauce and mirin

  • 10 lemongrass – 2 using for the marinated mixture and the rest are use when baking in the oven

  • The marinate : The 3 musketeers + lemongrass using mortar to mix them all smoothly together

–        3-5 coriander root (if you don’t have it, you can use the very near end that is closest to the root thingy is, coriander root gives the earthly flavor)

–        5-6 garlic cloves, peeled

–        A pinch of dried peppercorn

–        3 table spoons of chopped lemongrass

How to cook

  • Put chicken in a bowl and put the marinated paste in it, add soy sauce, Maggie sauce, and mirin. Leave it in a seal tight bag for 4 hours or more

  • After 4 hours, pan sear the chicken, skin side down first, cook until brown-ish on the skin, then turn and fry the other side

  • Whist wait for the chicken brownish-ing in the pan, cut the lemongrass into an 1.50 inch long and crush them to make the scent comes up. Preheat the oven at about 220 c for 30 mins

  • Place the cut lemongrass in a tray

  • Place the pan seared chicken in a tray on a long cut lemongrass, place skin side up, and glaze minced lemongrass all over the chicken, if there’s juice from pan sear, just pour it into the tray and coat the skin of the chicken with the juice.  Put aluminum foil to cover

  • Put the tray in the oven, reduce the heat to 175 – 190 c cook for 20 mins and then take the foil out then continue for about 30 – 45 mins or until the chicken skin starts to bobbling with oil and then it’s done

Hope you enjoy making this one 🙂 Let me know the feedback if you cook this 🙂 Enjoy cooking everyone

you can follow me on facebook : Vordoo Cuisine , Thank you all 🙂

…………………………………………………………………………………….

ไก่อบตะไคร้ สูตรวอดู

เนื่องด้วยจากเมื่อวานมีเพื่อนๆ มาปาตี้ที่บ้านเราร่วม ๘ ชีวิต และไก่ เป็นสิ่งที่ทุกๆ คนน่าจะชอบกันอยู่แล้ว เราก็เลยจัดเมนูนี้ไปค่ะ จี่ไก่อบตะไคร้ สไตล์วอดู!!

สูตรนี้มาโดยบังเอิญค่ะ วันนึงเราเปิดตู้เย็นแล้วเจอตะไคร้นอนแอ้งแม้งอยู่ในถังผักอยู่กำมือนึง เปิดมาช่องแช่เนื้อ เจอไก่ชิ้นสะโพกกับน่องอยู่ร่วม ๔ – ๕ ชิ้น เราก็เก็บกลับมาคิดคืนนึงว่าจะทำอะไรกับสองอย่างที่มีอยู่ในตู้เย็นนี้ได้ มันจะเอามารวมกันได้มั้ยนา แล้ววันรุ่งขึ้นเราก็จัดการลองทำดู สรุปออกมาหอมชวนทานมากค่ะ
เครื่องปรุง
ชิ้นสะโพก หรือน่องไก่ก็ได้ค่ะ หรือใครชอบอกก็ได้ แต่ที่เลือกชิ้นสะโพกกับน่องเพราะเนื้อส่วนนี้มันฉ่ำค่ะ อกมันจะแห้งๆ จำนวนมากน้อยแล้วแต่ชอบ แต่เราทำเมนูนี้ทีไร ต้องสะโพก ๕ น่อง ๕ ทุกทีค่ะ เพราะมันอร่อยขนาดชิ้นเดียวไม่พอ
ซีอิ๊ว แม็กกี้ และน้ำตาล (หรือใครจะใช้มิรินก็ได้)
ตะไคร้ ๑๐ ท่อน แบ่งเป็น ๒ ท่อน – หั่นซอยเอาไว้ใช้ตำแล้วใช้ตอนหมักไก่ และที่เหลือ ใช้ตอนเข้าเตาอบค่ะ
เครื่องหมัก
เหมือนเดิม กับ “สามทหารเสือ” บวกตะไคร้เข้าไปด้วย ส่วนใครใคร่ตำ ก็ตำ ใครใคร่เอาไปปั่นในเครื่องปั่นก็ได้ค่ะ แต่ส่วนตัวเราชอบอะไรโบราณๆ เราจึงตำเองตลอด
วิธีทำ
ชำแหละไก่ค่ะ ตอนเราซื้อไก่มา มันเป็นสะโพกติดน่อง เลยต้องชำแหละแยกร่างมันออกมาก่อน แล้วใส่เครื่องหมักที่ตำจนแหลก ใส่ซีอิ๊ว แม็กกี้ น้ำตาล (มิริน) แล้วหมักทิ้งไว้ ๔ ชั่วโมงเป็นต้นไปค่ะ
หลังจากครบเวลาหมักที่เราพอใจแล้ว ก็เอาไก่จี่กับกระทะ เอาด้านหนังลงนะคะ แล้วปล่อยมันจี่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหนังเริ่มจะไหม้ แบบมีรอยไหม้ติดนิดๆ ให้หอมๆ ค่ะ แล้วพลิกอีกด้าน ปล่อยไว้สักพัก แล้วก็ย้ายเอามาวางไว้ที่ถาด เตรียมรอเข้าอบค่ะ
ในระหว่างที่เรารอไก่จี่หนังสุก เราก็หันมาจัดการกับตะไคร้ที่เหลือค่ะ หั่นตะไคร้เป็นชิ้นๆ ยาวประมาณ ๒ นิ้ว แล้วทุบๆ บุบๆ ให้กลิ่นออก หันมาเตรียมเตาค่ะ โดยอุ่นเตาไว้ก่อน เราตั้งอุณหภูมิไว้ที่ ๒๐๐ องศาค่ะ
เอาไก่ที่จี่เสร็จแล้ว มาวางจัดในถาด เอาตะไคร้โรยหน้า และ รองใต้ไก่จี่ น้ำมันที่ได้จากการทอดอย่าทิ้งให้เสียของ เอามาราดที่ไก่ได้เลยค่ะ พอเสร็จ ก็เอาฟอยด์มาคลุมหน้า แล้วอัญเชิญเข้าเตาค่ะ
เอาถาดเข้าเตาแล้ว เราก็ลดความร้อนลงไป ๑๗๕ – ๑๙๐ องศา อบไปประมาณ ๒๐ นาที ก็เปิดเตา เอาฟอยด์ออก แล้วอบต่อไปประมาณ ๓๐ – ๔๕ นาทีค่ะ หรือจนกว่าหนังไก่จะเริ่มมีน้ำมันพึ่บผับๆ ขึ้นมาค่ะ
ใครชอบหนังเกรียมมาก ก็อบต่อไปจนหนังเริ่มส่อความดำค่ะ แต่ระวังดีๆ ว่าอาจจะไหม้นะคะ ๕๕๕ ต้องคอยจับตาดูให้ดีถ้ารักความเกรียมค่ะ ๕๕
ใครลองเอาสูตรนี้ไปทำแล้วเป็นยังไง บอกเราด้วยนะคะ

Facebook page : https://www.facebook.com/vordoocuisine 

เพจเราเป็นภาค ๒ ภาษาค่ะ 🙂

Steamed pork ribs in soy bean sauce, Cantonese style

 Since I’m half Cantonese  (My dad is Cantonese and mom is a mix of Thai-Indian and Mon people) and because my dad requested it!! so today I’m going to introduce one of Cantonese dish that now has become (another) everyone’s favorite dish.

Ingredients

  • Over-night marinated pork ribs (using ‘the 3 musketeers’ + soy sauce + mirin + flour + crushed soy bean sauce (pressed the bean in the sauce into small bits) + Chinese cooking alcohol

    (click here to read about the 3 musketeers I wrote earlier)

  • 2 table spoons  of Soy bean sauce (it can be lessen or more than that,  it is really up to how you like it then)

  • Water or stock

  • Coriander root

  • Dried black pepper

  • Chinese cabbage or Chinese kale

  • A little bit of sugar

How to cook

  • First stir fry the pork ribs in a pot, until smelling good, and a little bit brownish. And don’t waste any of the marinated juice, use it when you steam the pork ribs

  • Add coriander root, black pepper, then water or stock into the pot until the water floods the pork ribs

  • Cook for an hour or longer until the pork ribs tender

  • Add a little bit of sugar or more water if it’s too salty for you

Before serving, scald Chinese cabbage or Chinese kale and put on a side of a dish, then the pork ribs and sauce in the dish

This dish will be a little bit soy bean-salty rather than sweet, so it is best served with rice. Or if you prefer you can eat with Chinese steamed bun (Mantou) 🙂 well, enjoy cooking everyone 🙂

……………………………………………………………………………………………………………………………

จีกุ๊ดเจ็งหมิดสี (ซี่โครงหมูอบซอสเต้าเจี้ยว)

แหม่ะะะะ เริ่มชื่อก็มาซะเป็นภาษาประหลาดเลยเนอะ ๕๕๕ เหตุมันมีค่ะ
เนื่องด้วยเรามีเชื้อกวางตุ้งอยู่ในสายเลือด และเพราะพ่อเราอยากทานเมนูนี้มาก ถึงขั้นขอให้ทำเลย ๕๕๕๕ วันนี้เราจะขอนำเสนอเมนูของชาวกวางตุ้งกันค่ะ
เครื่องปรุงนะคะ
  • ซี่โครงหมู (จะใช้กระดูกอ่อนหมูก็ได้นะคะ) แล้วหมักด้วย”สามทหารเสือ” ค่ะ (กระเทียม พริกไทย รากผักชี) ใส่ ซีอิ๊วขาว มิริน แป้ง และเต้าเจี้ยว (อย่าลืมบดเม็ดถั่วให้แหลกก่อนนะคะ) และเติมเหล้าจีนลงไปปิดท้ายค่ะ หมักข้ามคืนไปเลย เพื่อให้รสมันเข้าไปกลมเกลียวกันกับหมูค่ะ
  • ซอสเต้าเจี้ยว ๒ ช้อนโต๊ะ หรือจะเพิ่มมาก-น้อยตามใจเรานะคะ การทำกับข้าว ไม่ค่อยมีกฎตายตัวเหมือนการทำขนมค่ะ แค่ทำอย่างไรให้ถูกปากเราก็พอ
  • น้ำเปล่า หรือน้ำสต๊อค
  • รากผักชี
  • เมล็ดพริกไทยดำแห้ง
  • น้ำตาลประมาณ ๒ หยิบมือ
  • ผักกาดหงส์ หรือผักกาดขาว
มาถึงวิธีการทำกันละ
  • นำหมูที่หมักลืม ข้ามคืน ข้ามวันออกมาจากตู้เย็น ทิ้งไว้ข้างนอกสักพักก่อน แล้วตั้งไฟ ตั้งกระทะ พอกระทะร้อน ก็เอาหมูมาผัดๆ ในกระทะจนกระทั่งเริ่มหอม และมีกลิ่นไหม้ๆ นิดนึงค่ะ กลิ่นไหม้นี่ คือไม่ใช่ไหม้ดำนะคะ ไหม้แสดงความหอมออกมาค่ะ ๕๕ อ่อ แล้วน้ำที่เราหมักหมู ก็ให้เทลงไปให้หมด เอาน้ำล้างๆ กล่องหมักหมูเรา แล้วก็เทน้ำลงไปผัดด้วยกันเลย หมูจะดูดน้ำเข้าไปในตัวระหว่างเราผัดค่ะ
  • ใส่รากผักชีลงไปทั้งราก ทุบนิดหน่อย เพื่อให้รากสะดุ้งจะได้ปล่อยกลิ่นหอมออกมา ใส่พริกไทยดำ หยิบมือนึง แล้วเติมน้ำลงไปจนท่วมหมูค่ะ
  • ต้มมันต่อไปเรื่อยๆ ประมาณชั่วโมงนึง หรือมากกว่านั้น จนกระทั่งน้ำเริ่มงวดลง และเนื้อหมูดูนุ่ม
  • ใส่น้ำเพิ่มหรือเติมน้ำตาลนิดนึงถ้ารู้สึกว่ามันเค็มเกินไป
  • ก่อนจะเสิร์ฟ ลวกผักที่เราเตรียมไว้แล้วจัดใส่จาน ตามด้วยหมูเลยค่ะ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว
ทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือจะเอาหมั่นโถวไปจิ้มก็ได้ เข้ากันดีอย่างแรงเลยล่ะ 🙂

My Signature Dish : Grilled Eryngii in Spicy Salad, Thai Style

I love mushrooms, and eryngii mushroom is one of my favorite mushrooms of all time! I love their texture, a little bit gooey, and their sweet hidden taste when you cook them.

However, my family doesn’t really appreciate this gooey-bit of mushroom that much so I have to find a way to persuade them to eat this mushroom.

Eryngii mushroom are Japanese mushroom. Inspired by Japanese cuisine, I came up with the idea of grilling them.

Ingredients (for grilling)

  • 5  eringi mushrooms, thinly slice

  • 2 – 3 sweet pepper, cut vertically into 4 or 5 bits

  • onion, diced or sliced thinly or just chop it into rings, up to your preference (optional)

Ingredients (for the spicy Thai salad dressing)

  • Palm sugar or coconut sugar (if you don’t have it, you can use brown sugar. But the palm sugar/coconut sugar will be best cause of its smooth sweetness flavor)

  • Fish sauce

  • 3  lime – juiced them

  • 5  thinly slice shallot

  • 4  red chilies – cut diagonally and if you don’t like it too spicy just seeded them or lessen the amount of chilies

  • 4  crushed garlic cloves

I don’t have the exact measurement for the palm sugar + fish sauce + lime juice. The approximate ratio of palm sugar : fish sauce : lime juice is 1 : 1 : 2, but you can just make it to how you like, nothing is really set in stone

How to cook

  • Grill sweet pepper – don’t worry if there’s a burnt on its skin

  • Grill eringi mushroom until golden brown and a bit crispy on the edge

  • Grill onion (optional)

Whist you wait for everything to finish grilling, you can now make spicy Thai salad dressing

  • Palm sugar in, squeeze the lime juice in to soften the palm sugar, crushed with spoon until it all melts. Add fish sauce. Taste it – this spicy salad dressing, sour flavor should come first then sweet, then salty later

  • Add a bit of chilies, taste it again, see how much you can handle the hotness of chilies

  • Add crushed garlic

  • Add shallot

There you go, your Thai spicy salad dressing!

  • After you finish grilling the ingredients, put them all in a bowl

  • Pour the spicy salad dressing on top

And there you have it!

This could be my family’s favorite dish of all time, I cook this one a lot, sometimes 2 – 3 times in a week! I hope you enjoy making this one and let me know if you enjoy it as much as I do, any comments are welcomed 🙂 love to hear from you all too 🙂

Enjoy cooking everyone 🙂

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ยำแซ่บเห็ดออรินจิ
เราเป็นคนชอบเห็ดค่ะ จะเรียกว่าเป็นตัวกินเห็ดก็ได้ ๕๕๕๕ และที่เราเลือกเขียนวันนี้ จะเป็นเมนูจากเห็ดออรินจิค่ะ
เห็ดออรินจิ มีรสสัมผัสที่มีความคล้ายเนื้อสัตว์มาก มีความเหนียวหนึบ หนุบหนับ และมีรสหวานซ่อนอยู่ลึกๆ ด้วย ถ้าบางคนไม่ชอบเห็ดหนึบๆ ก็อาจจะไม่ชอบเห็ดตัวนี้ แต่ช้าก่อน! เมนูที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้ ขนาดที่บ้านเราที่ไม่ชอบความเหนียวหนึบของเห็ดออรินจิ แต่พอเจอเมนูเปลี่ยนใจนี้เข้าไป กลายเป็นเมนูโปรดของที่บ้านไปเลยล่ะค่ะ
เมนูนี้ เราได้รับแรงบันดาลใจมาจากเห็ดย่างของญี่ปุ่น ผสมเข้ากับน้ำยำของไทยๆ ซึ่งเข้ากันได้อย่างกลมเกลียวเลยค่ะ
มาถึงสิ่งที่ต้องใช้ในเมนูนี้นะคะ
เห็ดออรินจิ (มาก-น้อย แล้วแต่ความชอบค่ะ) หั่นเป็นชิ้นบางๆ ประมาณ 1/4”
พริกหวาน หั่นเป็นชิ้นๆ สี่เหลี่ยม (มาก-น้อย ก็แล้วแต่ชอบอีกล่ะค่ะ แต่ไม่ควรมากกว่าเห็ดนะคะ เพราะเห็ดออรินจิเป็นพระเอกของงานนี้ค่ะ)
หอมใหญ่ หั่นเป็นเต๋า หรือจะหั่นเป็นแว่นๆ ก็ได้ค่ะ (จะใส่ หรือไม่ใส่ก็ได้ แล้วแต่ชอบ)
ส่วนอันนี้ จะเป็นเครื่องปรุงสำหรับน้ำยำค่ะ
น้ำตาลมะพร้าว/น้ำตาลปี๊บ (หรือถ้าบางคนจะใช้น้ำตาลทรายก็ได้ แต่รสหวาน และความหอมจะสู้เวลาใช้น้ำตาลปี๊บไม่ได้)
น้ำปลา
มะนาว
หอมแดงหั่นซอยบาง ๔ กลีบ (หรือจะเพิ่ม-ลดก็ได้นะคะ ตามใจชอบ)
กระเทียมทุบพอแหลกๆ ๔ กลีบ (หรือจะมากกว่านี้ก็ได้ หรือจะไม่ใส่ก็ได้ค่ะ แล้วแต่เราชอบ)
พริกแดง ๔ อัน หั่นตามยาว และถ้าไม่ชอบเผ็ด ให้เอาเม็ดออกค่ะ ตอนเอาเม็ดออก ระวังด้วยนะคะ เพราะถ้าเราไปโดนมัน เราจะแสบไปทั้งมือเลยค่ะ
สำหรับเราไม่มีสัดส่วนตายตัวในการผสม น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาวด้วยกันค่ะ แต่ถ้าจะให้กะคร่าวๆ ของ น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะนาวคือ 1 : 1 : 2 ค่ะ แต่เปลี่ยนได้นะคะ แล้วแต่เราจะชอบ ตามใจปากเราเลยค่ะ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว
มาถึงวิธีทำแล้วค่ะ
เอาพริกหวานมาเผาค่ะ หรือมาย่างกับกระทะ (non stick) ก็ได้ ไม่ใส่น้ำมันนะคะ ปล่อยไปจนกลิ่นพริกหอม และผิวมีไหม้ๆ นิดหน่อย ย่างเสร็จ เราก็พักใส่จานไว้ก่อนค่ะ
เอาเห็ดมาย่างกับกระทะ(แบบ non stick) ไม่ใช้น้ำมันเหมือนกันค่ะ เราไม่อยากให้น้ำสลัดเรามีน้ำมันลอยฟ่องอยู่ร่วมกันค่ะ ๕๕ ย่างไปเรื่อยๆ จนเห็ดเริ่มมีสีไหม้ๆ และขอบๆ ดูกรอบๆ แห้งๆ ก็พลิกอีกด้าน แล้วย่างต่อไปเรื่อยๆ จนมีสีน้ำตาลสวย แล้วเอาขึ้นพักใส่จานไว้ก่อน
ย่างหอมใหญ่ (หรือจะผัดเร็วๆ ใช้ไฟแรงก็ได้ค่ะ) หรือจะไม่ย่าง หรือไม่ใส่ก็ได้
ระหว่างที่รอทุกอย่างย่างเสร็จ เราก็หันมาทำน้ำยำกันดีกว่า จะได้ไม่เป็นการเสียเวลาค่ะ
น้ำตาลปี๊บลง บีบน้ำมะนาวลงไป ค่อยๆ บี้ให้น้ำตาลปี๊บละลายค่ะ ใส่น้ำปลา ชิม แล้วเติมรสตามที่เราชอบ แต่ควรจะให้เปรี้ยวนำนะคะ เพราะตัวเห็ดจะออกหวานๆ แถมมีพริกหวานด้วย
โรยพริกแดงลงไปนิดหน่อย เพื่อนำกลิ่นและรส คนๆ แล้วชิมดู ถ้าอยากให้เผ็ดกว่านี้ ก็ใส่พริกเพิ่มเลยค่ะ
ใส่กระเทียมลงไป ตามด้วยหอมแดง แค่นี้เราก็จะได้น้ำยำแล้ว
ทีนี้พอได้น้ำยำ เราก็จัดผักทุกอย่างใส่จาน แล้วราดน้ำยำลงไป แค่นี้ก็ได้แล้ว ยำแซ่บเห็ดออรินจิย่าง 🙂